ประวัติความเป็นมา
มัสยิดดารุลบิร
เลขที่ 12/114 หมู่บ้านสันติ ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ 50130
“จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ สู่ศูนย์กลางแห่งศรัทธาและการพัฒนาชุมชน”
๑. จุดเริ่มต้นของชุมชน
ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๘ กลุ่มพี่น้องมุสลิมที่พำนักอยู่ในชุมชนมุสลิมอันซอร (มูลนิธิแสงทองอัลอันซอรี่) ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รวมตัวกันย้ายถิ่นฐานเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยและเริ่มต้นชุมชนแห่งใหม่ ณ หมู่บ้านสันติ
นายประชัน ไทยนานา ได้นำข่าวสารจากนายสุจิตร ตรงเพียรเลิศ เจ้าของโครงการจัดสรรที่ดินหมู่บ้านสันติ ซึ่งได้อนุญาตให้พี่น้องมุสลิมเข้ามาปลูกสร้างบ้านพักอาศัยบนที่ดินแปลงหนึ่ง ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่วัดร้างชื่อ “วัดสันมะเขือ” และสามารถจัดสรรพื้นที่สำหรับก่อสร้างบ้านได้ประมาณ ๑๒–๑๓ หลัง
นายเลิศ ชัยคำ ได้ให้ความสนใจและชักชวนผู้สนใจร่วมกันสำรวจพื้นที่ แผ้วถาง และจัดแบ่งพื้นที่เพื่อการก่อสร้างบ้าน โดยบ้านหลังแรกเป็นของนายเลิศ ชัยคำ หลังที่สองเป็นของนายหล้า พงษ์มณี และหลังที่สามเป็นของนางดวงใจ มาลากร
๒. จุดเริ่มต้นของการรวมตัวเพื่อประกอบศาสนกิจ
เมื่อมีพี่น้องมุสลิมเข้ามาพำนักอาศัยมากขึ้น การส่งเสริมการละหมาดร่วมกันและการจัดกิจกรรมทางศาสนาจึงเริ่มเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายเทียน ชัยคำ บิดาของนายเลิศ ชัยคำ ได้นำพี่น้องมุสลิมจากชุมชนบ้านหนองแบนมาเยี่ยมเยือน และร่วมจัดกิจกรรมทางศาสนาเป็นประจำทุกสัปดาห์
ในระยะแรก บ้านของนายเลิศ ชัยคำ ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ละหมาดร่วมและจัดกิจกรรมทางศาสนา ต่อมาจำนวนผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้น จึงได้มีการย้ายสถานที่ไปยังบ้านของนายริม ชัยคำ บ้านของนางวิลัย ชัยคำ และบ้านของนายจำลอง ชัยคำ ตามลำดับ
การใช้บ้านของพี่น้องเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจในช่วงเริ่มต้น สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือ ความเสียสละ และความมุ่งมั่นในการรักษาศาสนกิจของพี่น้องมุสลิมในชุมชน
๓. การจัดตั้งสถานที่ละหมาดส่วนกลาง
เมื่อจำนวนพี่น้องมุสลิมเพิ่มขึ้น การใช้บ้านพักอาศัยเป็นสถานที่ละหมาดและจัดกิจกรรมจึงไม่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมได้อย่างเพียงพอ
พี่น้องในชุมชนและจากพื้นที่ใกล้เคียงจึงมีความคิดเห็นร่วมกันว่า ควรจัดให้มีสถานที่ละหมาดส่วนกลาง เพื่อรองรับการละหมาด ๕ เวลา การละหมาดวันศุกร์ การบรรยายศาสนา และกิจกรรมของชุมชน
ในช่วงเวลาดังกล่าว อาจารย์รอซีกีน อีซา ได้เดินทางจากกรุงเทพมหานครมาบรรยายศาสนาที่จังหวัดลำพูน ชุมชนจึงได้เรียนเชิญท่านมาร่วมบรรยาย ซึ่งมีพี่น้องมุสลิมเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
อาจารย์รอซีกีนได้เห็นถึงความจำเป็นในการมีสถานที่ส่วนกลางสำหรับประกอบศาสนกิจและจัดกิจกรรม จึงได้มอบเงินสนับสนุนเป็นทุนเริ่มต้นแก่ชุมชน
จากนั้น พี่น้องจึงได้ร่วมกันจัดตั้ง บาแลหลังเล็ก ๆ ขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่ละหมาดและจัดกิจกรรมทางศาสนา
๔. การขยายตัวของชุมชนและกิจกรรมศาสนา
สถานที่ละหมาดดังกล่าวได้รับการตอบรับจากพี่น้องมุสลิมในหมู่บ้านสันติและพื้นที่ใกล้เคียงมากขึ้น เนื่องจากมัสยิดที่มีอยู่เดิมอยู่ห่างไกลจากชุมชน อีกทั้งมีผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ไม่สะดวกในการเดินทาง
การละหมาด ๕ เวลาจึงดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งมีการจัดบรรยายศาสนาเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยเชิญคณาจารย์จากพื้นที่ต่าง ๆ มาให้ความรู้
กิจกรรมดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการส่งเสริมความรู้ทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ ความสามัคคี และเครือข่ายระหว่างพี่น้องมุสลิมจากหลายชุมชน
๕. การก่อสร้างมัสยิดดารุลบิร
ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๐–๒๕๔๕ พี่น้องมุสลิมได้ร่วมกันรณรงค์จัดซื้อที่ดิน และดำเนินการก่อสร้างอาคารมัสยิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
การดำเนินงานในครั้งนั้นเกิดจากพลังแห่งศรัทธา ความเสียสละ และความร่วมมือของพี่น้องมุสลิมทั้งด้านทรัพย์สิน แรงกาย แรงใจ และความสามารถ
จนกระทั่ง มัสยิดดารุลบิรได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้องในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่
นับแต่นั้นเป็นต้นมา มัสยิดดารุลบิรได้ทำหน้าที่เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ และเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา การเผยแผ่ความรู้ทางศาสนา การพบปะ การช่วยเหลือเกื้อกูล และการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง
๖. คุณค่าจากอดีตสู่ปัจจุบัน
มัสยิดดารุลบิรมิได้เกิดขึ้นจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากแต่เกิดจากการร่วมกันสร้างของพี่น้องมุสลิมหลายครอบครัว หลายรุ่น และหลายช่วงเวลา
สิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ล้วนมีผู้คนในอดีตเป็นส่วนหนึ่งของการก่อร่างสร้างขึ้น
บางท่านยังคงอยู่กับเรา
บางท่านได้จากโลกนี้ไปแล้ว
บางท่านอาจไม่ได้มีชื่อปรากฏอยู่ในเอกสารหรือประวัติศาสตร์
แต่คุณงามความดี ความเสียสละ และความตั้งใจของทุกท่าน ยังคงปรากฏอยู่ผ่านสิ่งที่ชุมชนได้รับในปัจจุบัน
ผู้นำในวันนี้มิใช่ผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ หากแต่เป็นผู้รับช่วงต่อจากคนรุ่นก่อน
หน้าที่สำคัญของคนรุ่นปัจจุบัน คือการรักษาสิ่งที่ดี สานต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ พัฒนาสิ่งที่ยังมีข้อจำกัด และส่งต่อมรดกแห่งความศรัทธาและความดีงามให้แก่คนรุ่นต่อไป
๗. การบันทึกประวัติศาสตร์เพื่อการส่งต่อ
การบันทึกประวัติความเป็นมาของมัสยิดและชุมชน มิใช่เพียงการย้อนรำลึกถึงอดีต แต่เป็นการสร้างความเข้าใจแก่คนรุ่นใหม่ให้เห็นถึงคุณค่าของการเสียสละและความร่วมมือของคนรุ่นก่อน
เพื่อให้ลูกหลานได้เรียนรู้ว่า กว่าที่มัสยิดดารุลบิรจะเกิดขึ้นและพัฒนามาถึงวันนี้ ต้องอาศัยความศรัทธา ความอดทน ความเสียสละ และความร่วมมือของผู้คนจำนวนมาก
อดีต คือรากฐาน
ปัจจุบัน คือความรับผิดชอบ
อนาคต คือสิ่งที่เราต้องร่วมกันสร้าง
ขอให้มัสยิดดารุลบิรดำรงความเป็นศูนย์กลางแห่งอิบาดะฮ์ การเรียนรู้ ความเมตตา การแบ่งปัน และการพัฒนาชุมชนสืบไป
และขอให้คนรุ่นปัจจุบันร่วมกันสานต่อเจตนารมณ์ของผู้บุกเบิก พร้อมส่งต่อสิ่งที่ดีงามให้แก่ลูกหลานในอนาคต
**“จากคนรุ่นก่อน สู่คนรุ่นปัจจุบัน
จากคนรุ่นปัจจุบัน สู่คนรุ่นต่อไป
ร่วมรักษา ร่วมสานต่อ ร่วมสร้างอนาคตของชุมชน”**
อินชาอัลลอฮ์
จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกประวัติศาสตร์และความทรงจำของมัสยิดดารุลบิรและชุมชนมุสลิมหมู่บ้านสันติ